วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

สนทรภู่กับเศรษฐกิจพอเพียง


สุนทรภู่หรือพระสุนทรโวหาร มีนามเดิมว่า "ภู่" เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือนแปด ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พุทธศักราช 2329 ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช บิดาเป็นชาวบ้านกล่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง บิดากับมารดาของสุนทรภู่แยกจากกันตั้งแต่สุนทรภู่ยังเด็ก โดยบิดาได้ไปบวชที่เมืองแกลงอันเป็นบ้านเกิด การศึกษา สุนทรภู่ได้รับการศึกษาโดยเรียนกับพระสงฆ์ที่วัดชีปะขาว หรือวัดศรีสุดาราม จากนั้นมารดาได้นำเข้าถวายตัวรับใช้เจ้านายในวัง เมื่อถวายตัวแล้วจึงกลับออกไปอยู่บ้านและเรียนหนังสือต่อที่วัด เมื่อโตขึ้นจึงได้เข้าไปรับใช้เจ้านายในตำแหน่งเสมียนในกรมพระคลังสวน มีความสามารถพิเศษทางด้านการแต่งกาพย์กลอน โดยสุนทรภู่ได้แต่งกาพย์กลอนที่ไพเราะจำนวนมากโดยมีหลายตอนอยู่ทีเดียวที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตอย่างมีเศรษฐกิจพอเพียง
ในที่นี่จะยกตัวอย่างตอนบางตอนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียงโดยจะเริ่มจากเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ครอบครัวสามครอบครัว คือ ครอบครัวของขุนไกรพลพ่าย รับราชการทหาร มีภรรยาชื่อ นางทองประศรี มีลูกชายด้วยกัน ชื่อ พลายแก้ว ครอบครัวของขุนศรีวิชัย เศรษฐีใหญ่ของเมืองสุพรรณบุรี รับราชการเป็นนายกองกรมช้างนอก ภรรยาชื่อ นางเทพทอง มีลูกชายชื่อ ขุนช้าง ซึ่งหัวล้านมาแต่กำเนิด และครอบครัวของพันศรโยธาเป็นพ่อค้า ภรรยาชื่อ ศรีประจันมีลูกสาวรูปร่างหน้าตางดงามชื่อนางพิมพิลาไลย โดยแต่ละครอบมีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงเรียบง่ายไม่ฟุ่มเฟือยถึงแม้จะเป็นครอบครัวที่มีทรัพย์สินเป็นจำนวนมากก็ตาม กลับตรงกันข้ามชอบการทำบุญส่วนกุศลแก่คนอยากไร้ ซึ่งเป็นไปตามเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังคำกล่าวที่ว่า
“ผู้ที่มีมากก็ควรจะอนุเคราะห์แก่ผู้ที่อยากไร้แล้วผลบุญนั้นจะตกแก่ตัวท่าเอง” นอกจากนั้นยังสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อนที่มีความเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน แตกต่างไปจากสังคมปัจจุบันที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นใครดีคนนั้นได้ไม่มีซึ่งการเกื้อหนุนกัน หากสังคมปัจจุบันกลับไปเป็นแบบสังคมสมัยก่อนที่สุนทรภู่ได้สะท้อนให้เห็นไว้นั้นจะทำให้ประเทศพัฒนาและก้าวไปได้ไกลกว่านี้อีกมากอย่างแน่นอน จะกล่าวถึงความตอนหนึ่งที่ขุนแผนต้องการเข้าไปใกล้ชิดกับบัวคลี่ ลูกสาวของขุนหาญ จะทำตัวอ่อนน้อมถ่อมต้นจนเป็นที่รักใคร่ของหมื่นหาญถึงกับออกปากยกลูกสาวให้แต่งงานด้วยพอได้แต่งงานกับบัวคลี่แล้วขุนแผนก็ไม่ยอมทำงานร่วมกับหมื่นหาญ ทำให้หมื่นหาญโกรธคิดฆ่าขุนแผน เพราะขุนแผนอยู่ยงคงกระพันจึงให้บัวคลี่ใส่ยาพิศลงในอาหารให้ขุนแผนกิน แต่ผีพรายมาบอกให้รู้ตัวขุนแผนจึงทำอุบายเป็นไข้ไม่ยอมกินอาหารแล้วออกปากขอลูกจากบัวคลี่นางไม่รู้ความหมายก็ออกปากยกลูกให้ขุนแผน พอกลางคืนขณะที่บัวคลี่นอนหลับขุนแผนก็ผ่าท้องนางแล้วนำลูกไปทำพิธีตอนเช้าหมื่นหาญ และภรรยารู้ว่าลูกสาวถูกผ่าท้องตายก็ติดตามขุนแผนไป แต่ก็สู้ขุนแผนไม่ได้ ขุนแผนเสกกุมารทองสำเร็จ จึงออกเดินทางต่อไป แล้วไปหาช่างตีดาบ หาเหล็ก และเครื่องใช้ต่าง ๆเตรียมไว้ตั้งพิธีตีดาบจนสำเร็จ ดาบนี้ให้ชื่อว่า ดาบฟ้าฟื้น ใช้เป็นอาวุธต่อไป หลังจากนั้นเดินทางไปหาม้า ได้ไปพบคณะจัดซื้อม้าหลวง ได้เห็นลูกม้าลูกม้าตัวหนึ่งมีลักษณะถูกต้องตามตำราก็ชอบใจ ได้ออกปากซื้อ เจ้าหน้าที่ก็ขายให้ในราคาถูก ขุนแผนจึงเสกหญ้าให้ม้ากิน และนำมาฝึกจนเป็นม้าแสนรู้ให้ชื่อว่า ม้าสีหมอก เมื่อได้กุมารทอง ดาบฟ้าฟื้นและม้าสีหมอกครบตามความตั้งใจแล้วก็เดินทางกลับบ้าน ตอนนี้สะท้อนให้เห็นทั้งการใช้ความเพื่อการได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการแต่ในอีกแง่ขุนแผนก็เป็นผู้เห็นแก่ตัวเป็นอย่างมาก แต่ในที่นี่จะพูดถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียง โดยการมีสัมมาคารวะนั้นทำให้คนรักคนชม เมื่อเราอยู่ร่วมทำงานกับคนหมู่มาก การที่เราเป็นคนนอบน้อมนั้นก็เป็นหนึ่งในส่วนที่จะทำให้สังคมยอมรับเรา และยังช่วยให้หน้าที่การงานของเราก้าวหน้าไปได้อย่างดี และไม่มีข้อบกพร่อง เรื่องนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียงการใช้คำพูด ศิลปะการใช้ภาษาทำให้หลายคนมีอาชีพที่ไม่ต้องใช้แรงงานมากเพียงแค่ใช้การพูดให้เป็นก็สามารถจะสร้างเงินหรือผลร้ายทางการใช้ภาษาก็ใช่ว่าจะไม่มีโดยผลร้ายนั้นของการใช้ภาษานั้นคือสามารถทำให้คนหรือกลุ่มคณะมีความขัดแย้งกันได้ เช่นสามารถชักจูงทำให้เกิดสงครามขึ้นก็เป็นไปได้เพราะฉะนั้นการใช้ภาษาให้เป็นก็เป็นส่วนที่สำคัญมากเช่นกัน จึงจัดว่าการใช้ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียงโดยถ้าเราใช้ให้เป็นก็สามารถสร้างอาชีพที่มีเกียรติและสุจริตได้ และจะกล่าวถึงนิทานที่สุนทรภู่ได้แต่งขึ้นเรื่อง สิงหไกรภพ ความว่า สิงหไกรภพอยากพบหน้าพ่อแม่ที่แท้จริง จึงชวนกันหาทางหนียักษ์พินทุมาร ระหว่างนั้นมีวิทยาธรชื่อ เพชรพญาทร แอบมาลักพระขรรคค์ประกายฟ้า ที่ พินทุมารตั้งใจจะให้สิงหไกรภพไป ยักษ์พินทุมารจึงออกตามล่าเอาพระขรรค์คืน สิงหไกรภพจึงชวนพราหมณ์จินดาไปเด็ดใบไม้วิเศษ จึงได้พบกับน้าผีที่ทำหน้าที่เฝ้าต้นไม้นั้น น้าผีรักเอ็นดูเด็ก จึงสั่งว่าหากเดือดร้อนก็ให้นึกถึง แล้วน้าผีจะมาช่วยสิงหไกรภพ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในสังคมเพราะจะทำให้ประเทศก้าวหน้าไปได้อย่างเต็มศักภาพตามที่ควรจะเป็น ซึ่งการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้พระราชทานแนวทางให้พสกนิกรชาวไทยได้ปฏิบัติตาม
สุนทรภู่เป็นกวีที่นอกจากจะแต่งกลอนได้ไพเราะแล้วยังได้สอดแทรกซึ่งปรัชญาในการดำเนินชีวิตไว้ในกลอนบทต่างๆ นั้นด้วยซึ่งเราสามารถนำแนวทางนี้เป็นแนวทางปฏิบัติในการครองชีวิต ซึ่งได้แก่ ความอดทนอุตสาหะในการทำงานและเผชิญกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างเข้มแข็ง ความอ่อนน้อมถ่อมตนสามารถทำให้การงานที่ปฏิบัติอยู่ก้าวหน้าไปได้อย่างดีและแข็งแรง การเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการมากในขนาดนี้เพราะถ้าเราเกื้อกูลซึ่งกันและกันจะทำให้เกิดความสามัคคีขึ้นกับประเทศชาติ ฉะนั้นเราจึงควรน้อมรับพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางปฏิบัติจะทำให้ประเทศชาติของเราก้าวหน้าเทียบเท่ากับนานาชาติได้อย่างไม่น้อยหน้าแน่นอน

80 ปี มหาราชา


ตั้งแต่กระผมได้ลืมตามองโลกใบนี้ได้มีชีวิตบนผืนแผ่นดินไทยเกิดมาบนผืนแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแผ่นดินที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น เป็นแผ่นดินที่เปี่ยมไปด้วยพระราชหฤทัยเป็นล้นพ้น กระผมได้เห็นข่าวพระราชสำนักทุกวันเห็นพระองค์ทรงทรงงานทุกวันไม่มีวันหยุด ได้เห็นหยาดเหงื่อที่ทำเพื่อชนชาวไทยกระผมได้ทำตามพระราชดำริของพระองค์อยู่หลายอย่างที่พระองค์ทรงดำรัสไว้และกระผมจะตามรอยพระบาทของพระองค์ต่อไป
ในพระราชกรณียกิจของพระองค์ทุกอย่างทำให้ปวงชนชาวไทยอยู่ดีกินดี อย่างเช่นเรื่องที่ทำให้ชนชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้มีน้ำใช้ คือเรื่องฝนหลวงหรือฝนเทียม เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดค้นได้ก่อนชาติอื่นๆ เป็นโครงการที่ช่วยชนชาวเกษตรกรได้บรรเทาทุกข์ที่เกิดจากภัยแล้งกระผมได้ศึกษาการทำฝนเทียมทำให้ทราบว่าพระองค์เป็นผู้ที่มีพระอัจฉริยะภาพด้านวิทยาศาสตร์เป็นอย่างยิ่งนอกจากนั้นยังมีโครงการทำฝายน้ำล้นที่ทำให้สายน้ำบนเขาไม่เหือดแห้งไปด้วยเฉพาะทางภาคเหนือทำให้มีน้ำเก็บกักไว้ใช้ในหน้าแล้งและยังคืนสมดุลสู่ธรรมชาติ เป็นอีกโครงการที่เป็นประโยชน์อย่างมากแกปวงชนชาวสยาม จากนั้นยังมีเรื่องของกังหันชัยพัฒนาเป็นกังหันที่ช่วยเหล่าเกษตรกรที่เลี้ยงปลาและทำนากุ้ง เพราะกังหันนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณแก๊สออกซิเจนในน้ำทำให้สัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้มีการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และยังช่วยทำให้น้ำไม่เน่าเสีย ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสระน้ำได้ เป็นกังหันที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งเป็นบุญของชนชาวไทยที่ได้พระองค์มาเป็นมิ่งขวัญของประชาชนพระองค์ไม่เคยที่จะคิดแบ่งแยกชนชั้นของประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันนอกจากจะมีพระปรีชาด้านวิทยาศาสตร์แล้ว พระปรีชาของพระองค์ก็ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ยังมี
เรื่องของการปลูกหญ้าแฝกที่ใช้ปลูกเพื่อลดการพังทลายของหน้าดินทำให้หน้าดินของผืนแผ่นดินไทยไม่สูญเสียไป หน้าดินมีความสำคัญมากต่อการเพราะปลูกและเมื่อหน้าดินพังทลายไปในบางแห่งเช่นหน้าดินที่ริมถนนเพราะถ้าหน้าดินที่ริมถนนพังทลายไปถนนก็จะเกิดความเสียหายเป็นอย่างมากเพราะจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ นอกจากนั้นหญ้าแฝกยังช่วยให้หน้าดินอุ้มน้ำได้ทำให้เกิดความชุ่มชื้น ประโยชน์จากโครงการปลูกหญ้าแฝกนี้มีมากนานัปการ นอกจากโครงการหญ้าแฝกแล้วยังมีโครงการที่ส่งเสริมการศึกษาให้เท่ากันหมดทั่วประเทศคือ โครงการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมจากวังไกลกังวน เป็นโครงการที่ทำให้ผู้ที่ด้อยโอกาสได้มีสิทธิในการศึกษาเท่าเทียมเด็กในเมืองซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแกชนบทที่ห่างไกล เช่นบนเขา หรือที่ห่างไกล หรือแม้กระทั่งโรงเรียนที่อยู่แนวชายแดนก็ได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน เป็นโครงการที่ทำให้เด็กไทยได้รับโอกาสเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังมีอีกโครงการหนึ่งซึ่งทำให้ประชาชนชาวไทยได้อยู่ดีกินดีนั่นคือโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งโครงการนี้ทำให้ชนชาวไทยได้รู้จักพอ รู้จักประมาณตัวเอง ทำให้ชีวิตของผู้ที่ตามรอยพระราชดำริมีความสุขทุกคน
จากโครงการที่กล่าวมาต่างๆล้วนเป็นโครงการที่ให้ประโยชน์แกชาวไทยเป็นอย่างมาก นอกจากโครงการที่กล่าวมานั้นยังมีโครงการอีกมากมายที่พระองค์ทรงดำรัสไว้โดยแต่ละโครงการมีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า กระผมก็ขอเป็นคนหนึ่งที่จะขอรับใช้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเท่าที่จะกระทำได้ และขอพระองค์ทรงอยู่เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยไปตลอด ขอพระองค์จงทรงพระเจริญด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

กีฬาสีโรงเรียน


งานกีฬาสีของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดยได้แบ่งออกเป็น 7 สี ได้แก่ สีบานเย็น สีแดง สีเขียว สีแสด สีม่วง สีฟ้า และสีเหลือง โดยวันเปิดของกีฬาสีได้มีการโชว์ต่างๆ และดำเนินการแข่งขันกีฬามาจนจบสิ้นตัวกระผมเองได้เป็นนักกรีฑาของสีบานเย็นในกีฬาสีครั้งนี้
ในขั้นแรกก่อนมาเป็นนักกรีฑาได้มีการจัดให้ลงชื่อเพื่อคัดเลือกเป็นนักกรีฑากระผมก็ได้ลงชื่อไปด้วยในตอนแรกก็คิดแค่ว่าไม่อยากจะขึ้นเชียร์แต่เมื่อได้ลงไปแล้วก็ต้องทำสุดฝีมือ สุขภาพของผมไม่ค่อยดีเลยต้องออกจากนักกรีฑาทีมจังหวัดมานานแล้วเพราะการที่จะเป็นทีมจังหวัดได้นั้นต้องซ้อมอย่างหนักสุขภาพไม่มีก็จะทำให้อะไรเสียไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นกระผมก็ยังอยากวิ่งให้กับสีของผมถึงจะวิ่งได้ไม่เท่าแต่ก่อนก็ตามที จากนั้นกระผมก็ไม่ได้ขึ้นเชียร์รอวันที่จะคัดตัวโดยเพื่อนๆต่างก็อิจฉาผมแต่อย่างนั้นผมก็หวั่นใจกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอในสภาพร่างกายที่วิ่งระยะไกลไม่ค่อยได้และไม่นานวันที่ผมรอก็ได้มาถึงวันคัดตัวนักกรีฑาของสีบานเย็นวันนี้กระผมพยายามพักผ่อนมาเต็มที่เพราะจะได้มีสุขภาพที่ดีพอจะวิ่งได้ มาถึงเวลาคัดตัวผมได้ได้ลงในระยะ 100 ม.
และ 200 ม. ชาย และเมื่อถึงวันคัดผมก็ได้เป็นนักกรีฑา เมื่อวันแข่งมาถึงวันนั้นเป็นวันสุดท้ายของกีฬาสีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและเป็นวันแข่งของผมด้วย วันนั้นเป็นวันยิ่งใหญ่มากมีทั้งขบวนพาเลซ และแสตนเชียร์ มีความสวยงามมาก กระผมได้วอร์มร่างกายเพื่อการวิ่งในการแข่งขันแรกนั้นเป็นการแข่ง 1,500 เมตร ชาย สีบานเย็นของผมได้วิ่งนำหน้ามาตลอดและเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งแต่ได้มีการยกเลิกเหรียญเพราะมีการวิ่งโดยนับรอบผิดของกรรมการ และเมื่อผมได้วิ่ง 200 ม. ผมก็ได้แพ้เพราะสุขภาพที่ไม่อำนวยโดยผมเสียดายมากแต่ผมก็ได้เหรียญเงินวิ่ง 4 คูณ 100 ม. เป็นเหรียญที่ผมภาคภูมิใจมากเหรียญรางวัลจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาของกระผม
ในการแข่งขันวิ่งของกระผมนั้นผมตั้งหมั่นว่าอยากได้เหรียญสักเหรียญถ้าเป็นไปได้และในที่สุดผมก็ได้เหรียญมาถึงจะไม่ใช่เหรียญทองแต่ก็เป็นเหรียญเงินที่ผมภูมิใจรางวัลแรกของผมในโรงเรียนอันทรงเกียรติแห่งนี้และผมจะจดจำความภูมิใจนี้ไปตลอดและจะพยายามยิ่งขึ้นไปอีกเพื่อสิ่งที่ดีกว่างานกีฬาสีของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดยได้แบ่งออกเป็น 7 สี ได้แก่ สีบานเย็น สีแดง สีเขียว สีแสด สีม่วง สีฟ้า และสีเหลือง โดยวันเปิดของกีฬาสีได้มีการโชว์ต่างๆ และดำเนินการแข่งขันกีฬามาจนจบสิ้นตัวกระผมเองได้เป็นนักกรีฑาของสีบานเย็นในกีฬาสีครั้งนี้
ในขั้นแรกก่อนมาเป็นนักกรีฑาได้มีการจัดให้ลงชื่อเพื่อคัดเลือกเป็นนักกรีฑากระผมก็ได้ลงชื่อไปด้วยในตอนแรกก็คิดแค่ว่าไม่อยากจะขึ้นเชียร์แต่เมื่อได้ลงไปแล้วก็ต้องทำสุดฝีมือ สุขภาพของผมไม่ค่อยดีเลยต้องออกจากนักกรีฑาทีมจังหวัดมานานแล้วเพราะการที่จะเป็นทีมจังหวัดได้นั้นต้องซ้อมอย่างหนักสุขภาพไม่มีก็จะทำให้อะไรเสียไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นกระผมก็ยังอยากวิ่งให้กับสีของผมถึงจะวิ่งได้ไม่เท่าแต่ก่อนก็ตามที จากนั้นกระผมก็ไม่ได้ขึ้นเชียร์รอวันที่จะคัดตัวโดยเพื่อนๆต่างก็อิจฉาผมแต่อย่างนั้นผมก็หวั่นใจกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอในสภาพร่างกายที่วิ่งระยะไกลไม่ค่อยได้และไม่นานวันที่ผมรอก็ได้มาถึงวันคัดตัวนักกรีฑาของสีบานเย็นวันนี้กระผมพยายามพักผ่อนมาเต็มที่เพราะจะได้มีสุขภาพที่ดีพอจะวิ่งได้ มาถึงเวลาคัดตัวผมได้ได้ลงในระยะ 100 ม.
และ 200 ม. ชาย และเมื่อถึงวันคัดผมก็ได้เป็นนักกรีฑา เมื่อวันแข่งมาถึงวันนั้นเป็นวันสุดท้ายของกีฬาสีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและเป็นวันแข่งของผมด้วย วันนั้นเป็นวันยิ่งใหญ่มากมีทั้งขบวนพาเลซ และแสตนเชียร์ มีความสวยงามมาก กระผมได้วอร์มร่างกายเพื่อการวิ่งในการแข่งขันแรกนั้นเป็นการแข่ง 1,500 เมตร ชาย สีบานเย็นของผมได้วิ่งนำหน้ามาตลอดและเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งแต่ได้มีการยกเลิกเหรียญเพราะมีการวิ่งโดยนับรอบผิดของกรรมการ และเมื่อผมได้วิ่ง 200 ม. ผมก็ได้แพ้เพราะสุขภาพที่ไม่อำนวยโดยผมเสียดายมากแต่ผมก็ได้เหรียญเงินวิ่ง 4 คูณ 100 ม. เป็นเหรียญที่ผมภาคภูมิใจมากเหรียญรางวัลจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาของกระผม
ในการแข่งขันวิ่งของกระผมนั้นผมตั้งหมั่นว่าอยากได้เหรียญสักเหรียญถ้าเป็นไปได้และในที่สุดผมก็ได้เหรียญมาถึงจะไม่ใช่เหรียญทองแต่ก็เป็นเหรียญเงินที่ผมภูมิใจรางวัลแรกของผมในโรงเรียนอันทรงเกียรติแห่งนี้และผมจะจดจำความภูมิใจนี้ไปตลอดและจะพยายามยิ่งขึ้นไปอีกเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

โรงเรียนบ้านนอก


ผมจบจากโรงเรียนบ้านนอกขณะที่เรียนตอนประถมเป็นโรงเรียนที่อยู่ชนบทชื่อว่าโรงเรียนบ้านศรีเมืองใหม่แต่ถึงจะบ้านนอกก็เป็นโรงเรียนประจำตำบลฟังดูใหญ่เนอะ อิอิ มีนักเรียนอยู่ 500 คน และครูอีก 20 คน ขณะที่ผมเรียนอยู่นั้นห้องเรียนผมคือห้อง 6/2 มีนักเรียนอยู่ 23 คน ผมเลขที่ 2 จำได้แม่นเลย อ.สมคิด เป็นครูที่ปรึกษา โรงเรียนนี้ทำให้ผมได้รับความรู้อ่านหนังสือออกแล้วก็เป็นที่สานฝันให้ผม ตอนที่ผมอยู่ประถมเคยได้ใช้สมุดโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเพราะแม่ของเพื่อนทำงานที่นี่ ผมใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งอยากจะมาเรียนที่โรงเรียนนี้ ถึงมันจะเป็นฝันของเด็กบ้านนอกคนหนึ่งก็ตามที โรงเรียนนี้ผมชอบเล่นกีฬามาก เล่นแบบเท้าเปล่าเวลาเตะบอลแต่ผมก็ได้เป็นนักกีฬาพาทีมไปถึงระดับจังหวัดแต่ก็ไปแพ้ แต่เรื่องวิ่งแล้วเด็กบ้านนอกได้เปรียบเสมอ ผมได้ไปวิ่งระดับจังหวัดได้ที่ 1 ของจังหวัดทำให้โรงเรียนกีฬาจังหวัดต้องการตัวแต่ผมก็รักการเรียนมากกว่า ในขณะที่เรียนผมมีความรู้เท่ากับ ป.6 ตอนที่ผมอยู่ ป.3 ทำให้ได้ไปแข่งแล้วนำชื่อเสียงมาให้โรงเรียนมากมาย ถึงจะเป็นโรงเรียนบ้านนอกแต่ก็ทำให้ผมได้เข้าไปเรียนในเมืองผมดีใจมากที่ได้ไปเรียนโรงเรียนระดับจังหวัดแต่ก็ไม่เคยลืมโรงเรียนที่ทำให้ฝันเป็นจริงแห่งนี้เลย

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

บ้านเกิดของผม


กระผมนายสันติภาพ วิเวกวินย์ ชื่อเล่น รำเต้ย

เพื่อนๆจะเรียกกันว่าเต้ยเพราะเรียกง่ายดี


อาจจะสงสัยว่าทำไมชื่อรำเต้ย รำเต้ยนั้นเป็นการรำพื้นเมือง

ของภาคอิสาณที่คุณพ่อของผมชื่นชอบมาก


จึงได้นำมาตั้งชื่อของกระผม ถ้าผมหาได้จะ

นำตัวอย่างเพลงรำเต้ยมาให้ฟังนะครับ อิอิ


ผมเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานีเป็นชาวอิสาณแท้ๆ

แถมยังเป็นเด็กบ้านนอกติดชายแดนกับประเทศลาว


ผมพูดอิสาณเป็นนะครับ เชื่อรึเปล่าอาจจะ

เคยได้ยินกันบ้างแล้ว หุหุ ผมรักบ้านเกิดผมมากครับ


ถ้าใครสนใจอยากไปเที่ยวก็ได้เสมอ ผมจะเป็น

ผู้นำเที่ยวให้เอง บ้านเกิดผมอยู่ในตัวอำเภอศรีเมืองใหม่


อำเภอนี้อาจจะถามกันว่าอยู่ส่วนไหนของประเทศ

แหะๆ เป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์มีความเป็นธรรมชาติ


อากาศดีผมรักที่นั่นมากครับ ตอนปิดเทอมผมก็จะ

ไปอยู่ที่นั่นเปลี่ยนอากาศจากกรุงเทพที่อากาศไม่สะอาด


ไปแลกเปลี่ยนกับบ้านนอกที่อากาศสะอาดมากๆครับ อิจฉาผมมั้ยละ 55+



วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2551

ความสุขที่แท้จิง


ผมเคยอ่านนิทานเรื่องหนึ่งนานมาแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า อาจารย์ท่านหนึ่งลากเส้นตรงขึ้นมาเส้นหนึ่ง แล้วบอกให้นักเรียนลองทำให้เส้นตรงเส้นนี้สั้นลงโดยไม่ต้องลบ นักเรียนต่างหาวิธีทำให้เส้นตรงนั้นสั้นลงไม่ได้เพราะทุกคนติดอยู่กับภาพลักษณ์ของการลบเส้นเดิมทิ้งไปเพื่อให้เส้นเดิมสั้นลงไป อาจารย์ท่านนั้นจึงขอให้นักเรียนรายหนึ่งเขียนเส้นตรงเส้นใหม่ที่ยาวกว่าเส้นเดิม ภายหลังจากที่นักเรียนลากเส้นตรงเส้นใหม่ที่ยาวกว่าเดิมแล้ว อาจารย์ท่านนั้นอธิบายให้นักเรียนฟังว่า "การที่มีคนลากเส้นตรงขึ้นมาเส้นหนึ่ง ไม่ว่าเส้นตรงที่ลากมาจะยาวแค่ไหน เราสามารถทำให้เส้นตรงนั้นสั้นลงไปได้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปลบเส้นของคนอื่นให้สั้นลง แต่เราสามารถทำให้เส้นของคนอื่นสั้นลงโดยที่เราลากเส้นของเราให้ยาวขึ้น ยิ่งเราลากเส้นยาวออกไปมากเท่าไหร่เส้นเดิมที่ลากไว้ก็จะสั้นลงไปทุกที เปรียบเหมือนการที่ใครซักคนทำในสิ่งหนึ่งที่ดีอยู่ประสบความสำเร็จอยู่ เราไม่ควรให้ความอิจฉาริษามาก่อให้จิตของเรารุ่มร้อนและหาทางกลั่นแกล้งคนๆนั้นด้วยการหาทางทำลาย เหมือนกับการพยายามลบเส้นของคนอื่นให้สั้นลง ตรงกันข้ามควรจะยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น เหมือนกับที่เรามองความยาวของเส้นตรงที่คนอื่นลากไว้ แต่เราหาทางพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆเหมือนกับการพยายามลากเส้นตรงเส้นใหม่ให้ยาวขึ้นเรื่อยๆโดยไม่ไปลบเส้นของคนอื่น เส้นตรงที่เราลากก็จะยาวขึ้นเรื่อยๆ โดยเส้นเดิมที่เราลากไว้ก็จะสั้นลงไปเรื่อยๆโดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปลบออกให้สั้นลง"
การคิดในเชิงสร้างสรรค์แบบนี้ทำให้จิตใจของเราโปร่งสบาย ไม่รุ่มร้อน เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้แข่งกับใครแต่เราแข่งกับตัวของเราเองอยู่ตลอดเวลาและเราไม่ได้ไปสร้างศัตรูหรือไปก่อเวรกับคนอื่น ตรงกันข้ามการแข่งขันระหว่างกันเป็นไปในทางเกื้อกูลกันทำให้ระบบโดยรวมมีการเติบโตอยู่ตลอดเวลาไปในทางที่เป็นบวก คงไม่สำคัญว่าคุณต้องชนะคนทั้งหมด สิ่งสำคัญคงอยู่ที่คุณพยายามชนะตัวของคุณเองอยู่ตลอดเวลาต่างหาก เพียงแต่เมื่อใดคุณสามารถชนะตัวของคุณเองได้ ชัยชนะที่ได้ก็จะมีความหมายและทำให้คุณเกิดความภูมิใจ และถ้าคุณยังไม่หยุดพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง คุณก็จะชนะตัวคุณไปเรื่อยๆ เมื่อคุณมองย้อนกลับมาเมื่อไหร่คุณก็จะมีแต่ความภูมิใจในชัยชนะที่ขาวสะอาด ชัยชนะที่เป็นแรงขับดันให้คุณพยายามพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
การประสพความสำเร็จในชีวิตของแต่ละคนมีอยู่หลายวิธี บางครั้งผู้คนต่างพยายามเลียนแบบเส้นทางประสพความสำเร็จของผู้อื่น แต่เมื่อเดินตามเส้นทางนั้นกลับพบว่าไม่ประสพความสำเร็จนัก ความสำเร็จในชีวิตของผู้คนคงไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบอย่างเดียวกันเสมอไป และเส้นทางไปสู่ความสำเร็จก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นทางเดียวกันเสมอไป สิ่งสำคัญน่าจะอยู่ที่ความสุขใจที่ได้เลือกเส้นทางที่เหมาะกับตนเองมากที่สุดมากกว่า
จงอย่าพยายามเลียนแบบเส้นทางไปสู่ความสุขของผู้อื่น เพราะนิยามความสุขของผู้คนต่างกัน ความสุขที่เราเห็นผู้คนอื่นมีความสุขกันอยู่ ถ้าเราไปอยู่ในสถานะนั้นเราอาจจะไม่มีความสุขอย่างที่เราเข้าใจก็ได้ สุขและทุกข์แท้จริงอยู่ที่ใจของเรากำหนดต่างหาก ลองมองทุกอย่าง อย่างเป็นกลางๆ ไม่เอาความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง อคติ มาครอบงำ แล้ววันหนึ่งเราอาจจะค้นพบความหมายของคำว่าความสุขที่แท้จริงของตัวเราเอง

กลอนมาอีกแล้วง๊าบบ


เพียงรักแรก........แรกรักประทับจิต

เพียงใจคิด........คิดน้อยใจเฝ้าคอยฝัน

เพียงใจฝาก........ฝากใจส่งให้ถึงกัน

เพียงแต่ฝัน.......ฝันแต่ว่าจะได้เจอ

เพียงสบเนตร........เนตรสบก็พบรัก

เพียงพบพักตร์.......พักตร์พบกันใจพลันเผลอ

เพียงบอกรัก........รักบอกใจให้ละเมอ

เพียงแต่เพ้อ..........เพ้อหลงใหลใจพะวง

เพียงได้เจอ........เจอได้ไม่รั้งรอ

เพียงแค่ขอ..........ขอแค่มีเธออยู่ใกล้

เพียงกลัวรัก.........รักกลัวต้องห่างไกล

เพียงไกลกาย........กายไกลใจใกล้เธอ

เพียงรักแรก........แรกรักประทับจิต

เพียงใจคิด........คิดน้อยใจเฝ้าคอยฝัน

เพียงใจฝาก........ฝากใจส่งให้ถึงกัน

เพียงแต่ฝัน.......ฝันแต่ว่าจะได้เจอ

เพียงสบเนตร........เนตรสบก็พบรัก

เพียงพบพักตร์.......พักตร์พบกันใจพลันเผลอ

เพียงบอกรัก........รักบอกใจให้ละเมอ

เพียงแต่เพ้อ..........เพ้อหลงใหลใจพะวง

เพียงได้เจอ........เจอได้ไม่รั้งรอ

เพียงแค่ขอ..........ขอแค่มีเธออยู่ใกล้

เพียงกลัวรัก.........รักกลัวต้องห่างไกล

เพียงไกลกาย........กายไกลใจใกล้เธอ

มีกลอนรักมาฝากง๊าบบ


แค่รู้สึกเมื่อรัก


เมื่อรู้จักได้ฝากฝัน


ได้พบเจอ เธอทุกวัน


เพียงเท่านั้นก็สุขใจ

แสงหนึ่งคือรุ้งงาม


แสงระยับวับวาวแพรวพราวรุ้ง
ตะวันรุ่งส่องสว่างทางไสว
คือแสงหนึ่งนำทางที่กว้างไกล
ทรงเป็นกำลังใจเป็นพลัง
แสงสีทองท้องฟ้าใสในวันนี้
คือแสงหนึ่งรุ้งสีงามอยู่เบื้องหลัง
ทรงเรียบง่าย ทรงรู้แจ้งเห็นจริงจัง
ทรงพลังสร้างสรรค์กำลังใจ
ทรงอุทิศพระองค์เพื่อปวงชน
ให้หลุดพ้นด้วยเมตตาจะหาไหน
ทรงให้เกียรติผู้อื่นทรงห่วงใย
ด้วยดวงใจพระจริยาสง่างาม
ในวันนี้แสงหนึ่งเคย...ส่องสะท้อน
แม้แสงอ่อน...แต่คงพลังหลั่งล้นหลาม
ปวงประชาชาวไทยทุกเขตคาม
ขนานนาม “ แสงหนึ่ง ”ซาบซึ้งใจ